^Back To Top

  • OsteoPorosis ?

    โรคกระดูกพรุน (OsteoPorosis) คืออะไร ? โรคกระดูกพรุนคือโรคของกระดูกที่มีคุณลักษณะสำคัญสองประการคือมีมวลกระดูกลดลงและมีโครงสร้างทางจุลภาคภายในของเนื้อเยื่อกระดูกเสื่อมสลายลง ยังผลให้กระดูกมีความเปราะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย

  • กิจกรรมในโครงการ

    กิจกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน มีทั้งออกหน่วยให้บริการตรวจมวลกระดูกสำหรับผู้สูงอายุและให้บริการตรวจมวลกระดูกตามหน่วยงานราชการต่างๆที่สนใจ.

  • เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

    เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับสมาชิก

ออนไลน์ขณะนี้

มี 52 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

การถ่ายภาพทางรังสีตามปกติ (Conventional skeletal radiography)(ตอนที่2)

เราสามารถศึกษาเสี้ยนกระดูกบริเวณส่วนต้นของกระดูกต้นขาในคนที่มีชีวิตโดยการถ่ายภาพทางรังสีบริเวณข้อสะโพกท่าหน้าหลัง (antero-posterior view) ให้มีความคมชัดพอที่จะเห็นเสี้ยนกระดูกชัดเจน โดยภาพทางรังสีที่เห็นจะเป็นภาพสองมิติ ขณะที่เสี้ยนกระดูก เป็นการจัดเรียงตัวที่เป็นระเบียบในลักษณะสามมิติ เสี้ยนกระดูกที่หนาจะเห็นในภาพเป็นเส้นทึบขาวต่อเนื่องกัน ขณะที่เส้นที่บางอาจไม่สามารถเห็นได้จากภาพทางรังสี ดังนั้นในภาพทางรังสีของคนปกติ trabecular groups ทั้งหมดจะเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บริเวณของ Ward’s triangle เนื่องจากมีเสี้ยนกระดูกที่บาง ภาพทางรังสีอาจเห็นเป็นช่องว่างดังรูปที่ 1

 

 

รูปที่ 1 แสดงแนวเส้นของเสี้ยนกระดูกทั้ง 5 แนวของกระดูกต้นขาส่วนต้น

 

จากภาพทางรังสีดังกล่าวข้างต้น สามารถแบ่งความแข็งแรงของกระดูกต้นขาส่วนต้นออกได้เป็น 6 ระดับตามลักษณะการจัดเรียงตัวของเสี้ยนกระดูกที่พบบริเวณส่วนต้นของกระดูกต้นขา

 

รายละเอียดการจัดเรียงตัวของแนวเสี้ยนกระดูกทั้ง 6 ระดับโดยพิจารณาจากภาพทางรังสี มีดังนี้

ระดับที่ 6: จะเห็นเสี้ยนกระดูกทุกกลุ่มโดย compressive และ tensile trabeculae จะตัดกันอย่างหนาแน่น แสดงถึงการมีกระดูกฟองน้ำอยู่กันอย่างหนาแน่น แม้แต่ที่ Ward’s triangle ยังไม่สามารถเห็นเป็นสามเหลี่ยมชัดเจนเนื่องจากมีกระดูกฟองน้ำอัดแน่นอยู่ ระดับนี้ถือเป็น กระดูกปกติ  ดังรูปที่ 2

 

ระดับที่ 5: จะเห็น principal compressive และ principal tensile trabeculae ชัดขึ้น ส่วน secondary compressive trabeculae เริ่มเห็นไม่ชัด ดังนั้นในระดับนี้ จะเห็น Ward’s triangle ได้ชัดเจน ในระดับนี้แสดงว่าเริ่มมีการสูญเสียเนื้อกระดูกไปบ้าง แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ  ดังรูปที่ 3

 

ระดับที่ 4: เส้น tensile trabeculae เริ่มลดจำนวนลง โดยแนวการสลายกระดูกจะเห็นจากตรงกลางออกไปด้านข้าง ดังนั้น เส้น tensile trabeculae ที่ด้านขอบนอกยังพบเห็นได้บ้าง ขณะที่กลุ่ม secondary compressive trabeculae หายไปหมด ดังนั้น ฐานของ Ward’s triangle หายไป ระดับนี้จัดอยู่ในระดับของ กระดูกโปร่งบาง(osteopenia ดังรูปที่ 4

 

ระดับที่ 3: เส้น tensile trabeculae จะเริ่มไม่ต่อเนื่อง จะเห็นชัดได้เฉพาะส่วนบนๆของคอกระดูกต้นขา ( upper part of the femoral neck) เมื่อเทียบกับ principal compressive trabeculae ระดับนี้ถือเป็น ภาวะโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน (definite osteoporosis ) ดังรูปที่ 5

 

ระดับที่ 2: จะเห็นเฉพาะ principal compressive trabeculae ส่วนเส้นอื่นไม่เห็นหรือเห็นเพียงเล็กน้อย ระดับนี้ถือเป็น โรคกระดูกพรุนที่ค่อนข้างรุนแรง(moderately advanced osteoporosis ) ดังรูปที่ 6

 

ระดับที่ 1: มีการสลายของกระดูกเพิ่มขึ้นจากระดับที่ 2 เส้น principal compressive trabeculae มองเห็นไม่ชัดเจนและจำนวนเส้นยังลดน้อยลงอีก ระดับนี้ถือเป็นโรคกระดูกพรุนอย่างรุนแรง(severe degree of osteoporosis ) ดังรูปที่ 7

 

มีหลายๆการศึกษาที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ Singh index โดย Progund และคณะกล่าวว่า Singh index ไม่สามารถเป็นเครื่องชี้ (indicator) ที่ไวพอสำหรับโรคกระดูกพรุนของกระดูกสันหลัง และไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดกระดูกสะโพกหัก

Kranendonk และคณะพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่าง Singh index และความหนาแน่นของมวลกระดูกที่วัดได้ที่บริเวณกระดูกปลายแขนท่อนนอกโดย single photon absorptiometry ในขณะที่ Bohr และ Schaadt พบความสัมพันธ์ระหว่าง Singh index และความหนาแน่นของมวลกระดูกของกระดูกสันหลังซึ่งวัดโดย dual photon absorptiometry แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์กับค่าความหนาแน่นของมวลกระดูกของคอกระดูกต้นขาหรือลำกระดูกต้นขา (femoral shaft)

Kawashima และ Uhthoff ทำการเปรียบเทียบระหว่าง Singh index และค่าความหนาแน่นของกระดูกต้นขา วัดโดย DPA และจุลกายสัณฐาน (histomorphometry) โดยการศึกษาในศพ พบว่า Singh index มีความสัมพันธ์กับค่าความหนาแน่นของมวลกระดูกต้นขา

Gluer และคณะทำการศึกษาระยะยาวในกลุ่มประชากร พบว่าค่า Singh index มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักที่เพิ่มขึ้น โดยมีค่า odds ratio เท่ากับ 2.0 สำหรับการหักของคอกระดูกต้นขา และ 1.6 สำหรับการหักของกระดูก trochanter แสดงถึงค่า Singh index สามารถประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักได้

Copyright © 2013. ฺBy Osteokku : กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น  Rights Reserved.