^Back To Top

  • OsteoPorosis ?

    โรคกระดูกพรุน (OsteoPorosis) คืออะไร ? โรคกระดูกพรุนคือโรคของกระดูกที่มีคุณลักษณะสำคัญสองประการคือมีมวลกระดูกลดลงและมีโครงสร้างทางจุลภาคภายในของเนื้อเยื่อกระดูกเสื่อมสลายลง ยังผลให้กระดูกมีความเปราะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย

  • กิจกรรมในโครงการ

    กิจกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน มีทั้งออกหน่วยให้บริการตรวจมวลกระดูกสำหรับผู้สูงอายุและให้บริการตรวจมวลกระดูกตามหน่วยงานราชการต่างๆที่สนใจ.

  • เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

    เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับสมาชิก

ออนไลน์ขณะนี้

มี 24 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

    การตรวจและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนสามารถทำได้หลายวิธี แต่การตรวจที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุนคือการตรวจหาความหนาแน่นของเนื้อกระดูก (bone mineral density , BMD) โดยเครื่องมือที่นิยมใช้มีหลายชนิดด้วยกัน คือ  single photon absorptiometry  (SPA), dual photon absorptiometry (DPA), single X-ray absorptiometry (SEXA), dual energy X-ray absorptiometry (DEXA), quantitative ultrasound , quantitative CT (QCT)  ในปัจจุบันนี้นิยมใช้ SEXA หรือ  DEXA เนื่องจาก มีความปลอดภัยสูง โดยพบว่ารังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับน้อยกว่ารังสีที่ได้รับจากการฉายภาพรังสีปอดถึง 60 เท่า(รังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการตรวจกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวโดยเครื่อง DEXA  ชนิด fan beam ประมาณ 1.0 mSv  ในขณะที่รังสีที่ได้รับจากการฉายภาพรังสีปอดประมาณ60 mSv) และมีความแม่นยำสูงขึ้น (ค่าความคาดเคลื่อนที่คาดว่าจะพบประมาณ  0.01-0.03 กรัม/ตารางเซนติเมตร ขึ้นกับตำแหน่งที่วัด)



ในขณะที่ quantitative CT สามารถวัดมวลกระดูกต่อปริมาตรได้ (หน่วยเป็น กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) สามารถวัดแยกกระดูกฟองน้ำ (cancellous bone) ออกจากกระดูกเนื้อแน่น (cortical bone) ที่ล้อมรอบและแยกหินปูนที่เกาะโดยรอบเส้นเลือดแดงใหญ่ (aortic calcification) ออกไปได้. วิธีนี้สามารถให้ค่าที่แท้จริงของความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก (bone mineral density) หน่วยเป็นกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3)  แต่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าและรังสีที่ผู้ป่วยได้รับมีสูงกว่าการใช้ DEXA มาก จึงยังไม่เป็นที่นิยม ส่วน quantitative ultrasound เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าเครื่อง DEXA มาก และไม่มีรังสีที่ผู้ป่วยต้องได้รับ รวมทั้งสามารถประเมินได้ถึงระดับโครงสร้างภายในของกระดูก แต่ข้อเสียเปรียบของ quantitative ultrasound คือยังไม่มีค่าเปรียบเทียบที่เป็นมาตรฐาน

นอกจากเครื่องมือวัดต่างๆดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการตรวจวัดโดยการถ่ายภาพรังสีทั่วไป (conventional skeletal radiography), radiographic absorptiometry และ radiogrammetry เป็นต้น (รายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจทั้งหมดจะกล่าวในบทต่อไป)

ในกระดูกที่ตัดมาจากตัวมนุษย์เพื่อทำการทดสอบพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของกระดูกและแรงกระทำที่ทำให้เกิดกระดูกหักมีค่าสูงมาก โดยพบว่าค่าสัมประสิทธิ์แห่งความสัมพันธ์ (correlation coefficient : r) ระหว่างความหนาแน่นของกระดูกและแรงที่กระทำต่อกระดูกจนทำให้กระดูกปลายแขนท่อนนอก (radius) หักมีค่าเท่ากับ 0.83 มีการศึกษาหนึ่งที่รายงานถึงความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของคอกระดูกต้นขา (femoral neck) และแรงที่ทำให้เกิดกระดูกหักในกระดูกจำนวน 61 ชิ้น พบค่า r=0.89 ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า ความหนาแน่นของกระดูกจะที่มีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกระดูกอย่างมาก

เราสามารถคำนวณค่า compressive strength และ ค่า modulus of elasticity ของกระดูก โดยพบว่า

ค่า Compressive strength ของกระดูกฟองน้ำแปรตามกำลังสองของความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก (compressive strength a (BMD)2)

ค่า modulus of elasticity  ของกระดูกแปรตามกำลังสามของความหนาแน่นของกระดูก (modulus of elasticity a (BMD)3)

นั่นหมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นเพียงเล็กน้อยจะมีผลทำให้ความแข็งแรงของกระดูกเปลี่ยนไปอย่างมาก

การถ่ายภาพทางรังสีมักจะไม่ไวต่อการประเมินการลดลงของมวลกระดูก โดยเราจะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงจากภาพทางรังสีก็ต่อเมื่อมวลกระดูกลดลงไปแล้วประมาณร้อยละ 30 การตรวจวินิจฉัยโดยวิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับเป็นการตรวจคัดกรอง (screening test)  มีการใช้วิธีการประเมินทางอ้อมโดยการประเมินจากรูปทรงของเสี้ยนกระดูก (trabecular morphology) ที่นิยมใช้บ่อยๆคือ Singh index ซึ่งประเมินจากการเรียงตัวของเสี้ยนกระดูก (trabeculae) ที่บริเวณคอกระดูกต้นขา (femoral neck) เป็นต้น ส่วน radiogrammetry นี้มีใช้มาหลายปีแล้ว เนื่องจากตรวจวัดง่ายและราคาถูก โดยการวัดความหนาของเปลือกกระดูก (cortex) ที่ถ่ายไว้ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐาน กระดูกที่สามารถวัดได้มีมากมายเช่นกระดูก radius, humerus, femur, clavicle and tibia แต่ตำแหน่งที่นิยมที่สุดคือ ตำแหน่งกึ่งกลางลำกระดูกของ metacarpal bone อันที่สอง (mid-shaft of the second metacarpal bone). เราจะได้ค่าของความหนาของส่วนกระดูกเนื้อแน่น จากนั้นสามารถคำนวณพื้นที่ของส่วนกระดูกเนื้อแน่นของกระดูกได้ ความหนาแน่นของกระดูกฟองน้ำ ส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับส่วนของกระดูกเนื้อแน่น และด้วยเหตุผลนี้วิธีนี้จึงเชื่อว่าเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงในการประเมินมวลกระดูกที่แท้จริง แต่พบว่าการประเมินค่อนข้างลำบากเนื่องจากปัญหาในการกำหนดขอบในของเปลือกกระดูกจากภาพทางรังสีไม่ได้แน่นอน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมากๆ จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการกำหนด ผลที่ได้จึงทำให้ค่าที่ได้ไม่แม่นยำ และพบมีความไวและความจำเพาะต่ำกว่าวิธี การวัดโดยเครื่อง absorptiometry อื่นๆ 

จากข้อสรุปของกลุ่มศึกษาที่ตั้งขึ้นโดยองค์การอนามัยโลกเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ได้กำหนดเกณฑ์ขึ้นเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ก่อนที่จะมีกระดูกหัก โดยเกณฑ์นี้ใช้ค่ามวลกระดูกเป็นตัวสำคัญ และนำค่ามวลกระดูกที่ได้เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากร เกณฑ์ที่กำหนดนี้ใช้เฉพาะกับสตรีเท่านั้น สำหรับกับบุรุษยังไม่มีค่าเฉลี่ยที่เป็นทางการ

เกณฑ์การแบ่งคุณภาพของกระดูกในประชากรสตรีตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกปี ค.ศ. 1994

1.      กระดูกปกติ (normal bone) คือค่าความหนาแน่นของกระดูก (BMD) อยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในช่วงที่มีมวลกระดูกสูงสุด

2.      กระดูกโปร่งบาง (osteopenia) คือค่าความหนาแน่นของกระดูก (BMD) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของมวลกระดูกสูงสุด 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) แต่ไม่ถึง 2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ระดับค่าเฉลี่ยของมวลกระดูกสูงสุด

3.      กระดูกพรุน (osteoporosis)            คือค่าความหนาแน่นของกระดูก มีค่าตั้งแต่ 2.5 ของความเบี่ยงเบนมาตรฐานลงไปใต้ระดับค่าเฉลี่ยของค่ามวลกระดูกสูงสุด

4.      กระดูกพรุนอย่างรุนแรง (severe osteoporosis)     คือค่าความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก มีค่าน้อยกว่า 2.5 ของความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ระดับค่าเฉลี่ยของค่ามวลกระดูกสูงสุดร่วมกับมีกระดูกหักอย่างน้อย 1 แห่ง

การจัดแบ่งเช่นนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในคนๆเดียวกันอาจจะถูกจัดให้อยู่ในหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับกระดูกที่วัด วิธีวัด เครื่องมือที่ใช้ และประชากรอ้างอิง เช่น มีอยู่หนึ่งการศึกษาทำในสตรีผิวขาวอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป พบว่าร้อยละ 32 มีค่าความหนาแน่นของกระดูกของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของค่ามวลกระดูกสูงสุดมากกว่า 2 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่ร้อยละ 29 จะมีค่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำทั้งที่ตำแหน่ง cervical หรือ intertrochanter ของกระดูก femur  ร้อยละ 26 จะมีค่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำที่ mid-radius และร้อยละ 31  มีค่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำที่ distal radius รวมทั้งสิ้นแล้วประมาณร้อยละ 45 ของสตรีหลังหมดประจำเดือนจะมีค่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในกระดูกสันหลังหรือกระดูกบริเวณสะโพกหรือที่ mid-radius หากใช้เกณฑ์การแบ่งค่าตามที่กล่าว

เราจำเป็นจะต้องแบ่งแยกระหว่างการวินิจฉัยและการพยากรณ์โรคโดยใช้การวัดค่าความหนาแน่นของกระดูกออกจากกัน  ในกรณีเราใช้เป็นเครื่องวินิจฉัยโรค สิ่งนี้จะให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยนั้นเป็นหรือไม่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนจะเกิดกระดูกหัก โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดเป็นตัววินิจฉัย หากจะใช้เป็นเครื่องมือพยากรณ์โรค มันจะบอกถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของโรคกระดูกพรุนนี้หรือดีกว่านั้นคือ บอกถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระดูกหักจากกระดูกเปราะ (fragility fracture) ในกรณีนี้ ค่าความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกที่ได้ถือเป็นตัวบอกถึงปัจจัยเสี่ยง

เราจะต้องพิจารณาแยกกันระหว่างการประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักออกจากการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน เนื่องจากกระดูกจะหักได้ขึ้นกับหลายๆปัจจัยเช่น อัตราการลดลงของมวลกระดูก การล้ม และโรคที่เป็นอยู่ เป็นต้น เกณฑ์กำหนดการตัดสินใจไม่มีความแน่นอน แต่จากเกณฑ์ที่ได้นี้มีการศึกษาในประชากรพบว่า ในสตรีที่มีค่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำกว่า 2.5 ของค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ต่อค่าเฉลี่ยของมวลกระดูกสูงสุดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง (กระดูกสันหลัง ข้อสะโพกและตำแหน่ง mid-radius) พบมีถึงร้อยละ 30 ในสตรีภายหลังหมดประจำเดือนทั้งหมด ซึ่งตามเกณฑ์ถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุน จากการศึกษาพบว่าในสตรีเหล่านี้มากกว่าครึ่งหนึ่งพบเคยมีกระดูกหักมาก่อนอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เช่นบริเวณ กระดูกสันหลัง บริเวณ proximal femur บริเวณ distal forearm  บริเวณ proximal humerus หรือกระดูกเชิงกราน ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 สัดส่วน (ร้อยละ) ของสตรีผิวขาวที่เป็นโรคกระดูกพรุนในช่วงอายุต่างๆ ตามข้อกำหนดว่า ค่ามวลกระดูกต่ำกว่า 2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ยของค่ามวลกระดูกสูงสุด  ที่ตำแหน่งกระดูกสันหลัง สะโพกหรือ  mid-radius

ช่วงอายุ (ปี)

ที่กระดูกแห่งใดแห่งหนึ่ง

ที่บริเวณข้อสะโพกโดยเฉพาะ

30-39

40-49

50-59

60-69

70-79

80+

 

>=50

0

0

14.8

21.6

38.5

70.0

 

30.3

0

0

3.9

8.0

24.5

47.5

 

16.2

 

Copyright © 2013. ฺBy Osteokku : กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น  Rights Reserved.