^Back To Top

  • OsteoPorosis ?

    โรคกระดูกพรุน (OsteoPorosis) คืออะไร ? โรคกระดูกพรุนคือโรคของกระดูกที่มีคุณลักษณะสำคัญสองประการคือมีมวลกระดูกลดลงและมีโครงสร้างทางจุลภาคภายในของเนื้อเยื่อกระดูกเสื่อมสลายลง ยังผลให้กระดูกมีความเปราะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย

  • กิจกรรมในโครงการ

    กิจกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน มีทั้งออกหน่วยให้บริการตรวจมวลกระดูกสำหรับผู้สูงอายุและให้บริการตรวจมวลกระดูกตามหน่วยงานราชการต่างๆที่สนใจ.

  • เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

    เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับสมาชิก

ออนไลน์ขณะนี้

มี 31 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก กระดูกจะแบ่งเป็นสามชนิดใหญ่ๆคือ กระดูกสั้น กระดูกแบน และกระดูกยาว แต่หากพิจารณาถึงระดับจุลภาคแล้วจะพบว่าทั้งสามชนิดของกระดูกประกอบด้วยกระดูก 2 ประเภทใหญ่ๆคือ กระดูกเนื้อแน่น และกระดูกฟองน้ำ โดยกระดูกทั้งสองประเภทนี้กระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆของกระดูกทั่วร่างกาย
เส้นเลือดที่มาเลี้ยงกระดูกมาจากแหล่งใหญ่ๆ 2 ทางคือ เส้นเลือดที่แทงทะลุเปลือกกระดูกเข้าไปเลี้ยงเซลล์ภายในโพรงกระดูก ได้แก่ nutrient arteries เป็นต้น และเส้นเลือดที่เลี้ยงอยู่ส่วนนอกของเปลือกกระดูกโดยจะอยู่ใต้ต่อเยื่อหุ้มกระดูก ได้แก่ periosteal artery เป็นต้น โดยเส้นเลือดทั้งสองระบบนี้สามารถเชื่อมต่อกันได้ จึงทำให้กระดูกไม่ตายถึงแม้จะมีการทำลายเส้นเลือดส่วนใดส่วนหนึ่งไป
เซลล์กระดูกสามารถแบ่งใหญ่ๆออกเป็นสองชนิดคือเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์สลายกระดูก โดยเซลล์สร้างกระดูกสามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 ชนิดคือ เซลล์สร้างกระดูกที่ยังมีฤทธิ์อยู่ (active osteoblast) เซลล์สร้างกระดูกที่ไม่มีฤทธิ์ (inactive osteoblast หรือ bone lining cell) และเซลล์กระดูกแก่(osteocyte) เนื้อพื้นของกระดูกประกอบด้วยสองชนิดคือ เนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอินทรีย์ ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน ส่วนน้อยจะเป็น noncollagen glycoproteins และ bone-specific proteoglycans  อีกชนิดหนึ่งคือเนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอนินทรีย์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส และแร่ธาตุอื่นๆเป็นส่วนน้อย
หน้าที่ของกระดูกส่วนใหญ่คือเป็นโครงร่างของร่างกาย ป้องกันอวัยวะที่สำคัญของร่างกายและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนและสะสมแร่ธาตุที่สำคัญของร่างกายรวมทั้งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดที่สำคัญของร่างกาย

อ่านเพิ่มเติม: สรุปโครงสร้างและหน้าที่ของกระดูก

การพอกพูนแร่ธาตุในกระดูก คือภาวะที่แคลเซียมและฟอสเฟตที่ละลายอยู่ในกระแสเลือดจับตัวกันกลายเป็นผลึกของแคลเซียมและฟอสเฟตที่ไม่ละลายและเกาะอยู่กับเนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอินทรีย์ กรณีนี้ถือเป็นการเปลี่ยนรูป (transformation) เหมือนกับการเปลี่ยนน้ำจากของเหลวกลายเป็นน้ำแข็งซึ่งเป็นของแข็ง
ผลึกของแคลเซียมและฟอสเฟตในกระดูก เริ่มแรกจะอยู่ในรูปของ apatite ที่เป็นผลึกน้อย (poorly crystalline apatite) เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ผลึกของ apatite จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เปลี่ยนไปเป็นภาวะผลึกที่เห็นในธรรมชาติคือ  hydroxyapatite
การพอกพูนแร่ธาตุในกระดูกต่อเส้นใยคอลลาเจนจะอยู่ในรูปที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โดยเริ่มแรกเกลือแร่จะมาจับอยู่บริเวณช่องว่างเฉพาะของเส้นใยคอลลาเจน (specific hole zone regions of the collagen fibrils)จากนั้นผลึกจะมาสะสมที่ตำแหน่งของช่องว่าง (hole zone) เพิ่มจำนวนขึ้น ดังนั้นในเริ่มแรกจึงเห็นส่วนที่มีการพอกพูนแร่ธาตุในกระดูก กระจัดกระจายโดยมีส่วนที่ไม่มีการพอกพูนแร่ธาตุในกระดูกคั่นกลาง เมื่อเวลาผ่านไปการขยายของผลึกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเข้ามารวมกัน สุดท้ายจะแผ่ครอบคลุมทั่วทั้งหมดของเส้นใยคอลลาเจน
ในช่วงที่มีการพอกพูนแร่ธาตุในกระดูก จะพบเม็ดเล็กๆของสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟตใน mitochondria  และ matrix vesicle ในเซลล์สร้างกระดูก นอกจากนี้ยังพบ membrane bound structure ภายนอกเซลล์ ที่เกิดจาก plasma membrane ของเซลล์สร้างกระดูก

อ่านเพิ่มเติม: การพอกพูนแร่ธาตุในกระดูก (Mineralization) 

เนื้อพื้นของกระดูกเป็นสารที่มีความคงทนสูงมาก สามารถอยู่ได้เป็นเวลานานถึงแม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม  เนื้อพื้นของกระดูกพบได้ถึงร้อยละ 90 ของ lamellar bone ที่เหลืออีกร้อยละ 10 จะเป็นเซลล์กระดูก และเส้นเลือด  เนื้อพื้นของกระดูกประกอบไปด้วยสารประกอบที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์
สารอนินทรีย์จะพบประมาณร้อยละ 65 ของ น้ำหนักรวมของกระดูก ส่วนสารอินทรีย์จะพบประมาณร้อยละ 20 เศษๆของน้ำหนักรวมของกระดูก และพบน้ำประมาณร้อยละ 10
ส่วนของเนื้อพื้นกระดูกที่เป็นสารอินทรีย์ ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงทนต่อแรงดึง (tension) ได้ดี ขณะที่เนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอนินทรีย์ (inorganic matrix) ทำให้กระดูกทนต่อแรงกดอัด (compression) ส่วนของกระดูกที่ไม่มีแร่ธาตุผสมอยู่ (demineralized bone) จะมีคุณสมบัติคล้ายกับเส้นเอ็น คือบิดงอไปมาได้ (flexible) มีความยืดหยุ่น (pliable) และทนต่อการหัก (resistant to fracture) เราสามารถใช้กระดูกแท่งที่ไม่มีแร่ธาตุผสมอยู่ (demineralized long bone) เช่นกระดูก fibula มาผูกเป็นปมได้เหมือนเชือกโดยไม่มีการขาดหรือแตกหัก  ในทางตรงข้ามหากเอาเนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอินทรีย์ออกเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อพื้นของกระดูกที่เป็นสารอนินทรีย์ กระดูกนั้นจะแข็ง เปราะ และแตกหักง่าย

อ่านเพิ่มเติม: เนื้อพื้นของกระดูก (Bone matrix)

เซลล์ของกระดูกประกอบด้วยเซลล์ที่มาจากแหล่งกำเนิด 2 แหล่งคือ
1.    Mesenchymal stem-cell line  ประกอบด้วย undifferentiated cells, preosteoblasts, osteoblasts, bone-lining cells และ osteocytes
2.    Hematopoietic stem-cell line  ประกอบด้วย circulating หรือ marrow monocytes, preosteoclasts และ osteoclasts

Undifferentiated mesenchymal cells
เซลล์พวกนี้มีความสามารถจะเปลี่ยนไปเป็น osteoblasts อาศัยอยู่ที่ bone canals, endosteum, periosteum และ marrow เซลล์นี้สามารถเข้าไปที่กระดูกโดยการเคลื่อนย้ายมาจากเนื้อเยื่อโดยรอบ และมาจากกระแสเลือด นอกจากนี้ vascular pericytes สามารถเปลี่ยนไปเป็น preosteoblasts ได้เช่นกัน
Undifferentiated cells จะมีรูปร่างไม่แน่นอน มี nucleus เดียว มี cytoplasm และ organelle น้อย เซลล์จะอยู่ในสภาพเช่นนี้จนกว่าจะถูกกระตุ้นให้มีการเพิ่มจำนวนและ differentiate ไปเป็น osteoblast ตัวอย่างเช่น ภายหลังกระดูกหัก จะเกิดขบวนการต่างๆ (รวมถึงการหลั่งของ growth factor ต่างๆ) กระตุ้นให้เซลล์เหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายมายังบริเวณกระดูกหัก เพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็น osteoblast เพื่อสมานกระดูก

อ่านเพิ่มเติม: เซลล์ของกระดูก (Bone cells)

Copyright © 2013. ฺBy Osteokku : กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น  Rights Reserved.