^Back To Top

  • OsteoPorosis ?

    โรคกระดูกพรุน (OsteoPorosis) คืออะไร ? โรคกระดูกพรุนคือโรคของกระดูกที่มีคุณลักษณะสำคัญสองประการคือมีมวลกระดูกลดลงและมีโครงสร้างทางจุลภาคภายในของเนื้อเยื่อกระดูกเสื่อมสลายลง ยังผลให้กระดูกมีความเปราะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย

  • กิจกรรมในโครงการ

    กิจกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน มีทั้งออกหน่วยให้บริการตรวจมวลกระดูกสำหรับผู้สูงอายุและให้บริการตรวจมวลกระดูกตามหน่วยงานราชการต่างๆที่สนใจ.

  • เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

    เอกสารเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับสมาชิก

ออนไลน์ขณะนี้

มี 61 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

โครงสร้างทางจุลภาคของกระดูก (Microscopic structure of bone)

หากจำแนกตามโครงสร้างทางจุลภาคของกระดูก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ
1.กระดูกเนื้อแน่น (compact bone หรือ cortical bone) กระดูกชนิดนี้พบได้ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อกระดูกทั้งหมด ส่วนใหญ่มักพบที่ลำของกระดูกยาว (shaft of long bone) โครงสร้างของกระดูกชนิดนี้ ประกอบกันเป็นชั้นๆเรียงกันเป็นวงล้อมรอบ central canal ฟอร์มเป็น Harversian system หรือ osteon ระหว่างวงของชั้นต่างๆ (lamella) จะมี เซลล์กระดูก (osteocyte) อยู่ในช่องว่างเรียกว่า  lacuna ซึ่งจะเชื่อมต่อกันและเชื่อมกับ central canal โดย fine canaliculi. ท่อ Harversian canal จะวิ่งในแนวขนานกับแกนยาวของกระดูก และจะเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังมี insterstitial lamellae ซึ่งอยู่ระหว่าง harversian system และ circumferential lamellae ซึ่งจะ ล้อมทั้งผิวในและผิวนอกของกระดูก
เส้นเลือดของเยื่อหุ้มกระดูก (periosteal vessels) เจาะทะลุชั้นของกระดูกเนื้อแน่น (cortical bone) โดยผ่านทาง nutrient canals เข้าไปเลี้ยงไขกระดูก (bone marrow) และแขนงของเส้นเลือดนี้จะฟอร์มเป็น intracortical vessels ซึ่งจะวิ่งคู่ไปกับเส้นเลือดดำ อยู่ภายใน harversian canals ส่วน canaliculi ซึ่งอยู่ระหว่างเซลล์กระดูก จะเป็นทางส่งผ่านของน้ำและอาหารไปเลี้ยงเซลล์กระดูก
Harversian system อาจเกิดขึ้นได้ 2 ทางคือ


1)มีกระดูกเข้าไปพอกพูนในชั้นของ endosteal หรือ periosteal ของกระดูกเนื้อแน่น เรียก primary osteons
2)โดยเซลล์สลายกระดูก (osteoclast) เข้าไปสลายกระดูกเป็นโพรง (cutting cone) ร่วมกับมีการเพิ่มขึ้นของกระดูกใหม่โดยเซลล์สร้างกระดูก (osteoblast) เรียกว่า secondary osteon  ซึ่งวิธีนี้จะเกิดขึ้นกับกระดูกทั่วไป ที่เรียกว่า การปรับแต่งกระดูก (bone remodeling) และที่ผิวนอกของ secondary osteon นี้จะแยกจากกระดูกส่วนอื่นโดย cement line


รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างของกระดูกเนื้อแน่น ซึ่งประกอบด้วย osteon และ lamella หลายๆแบบ รวมทั้งเส้นเลือดลักษณะต่างๆที่มาเลี้ยงกระดูก (คัดลอกจาก  CLINICAL SYMPOSIUM : CIBA-GEIGY: OSTEOPOROSIS  Pathophysiology and prevention…)

2.กระดูกฟองน้ำ (Spongy, cancellous or trabecular bone) เป็นกระดูกแข็งและบางสานกันเป็นตาข่าย ซึ่งสามารถพบได้เป็นส่วนใหญ่ในกระดูกสันหลัง, บริเวณ epiphyses ของกระดูกยาว และที่กระดูกเชิงกราน พบได้ประมาณร้อยละ 20 ของกระดูกทั่วร่างกาย และเนื่องจากกระดูกชนิดนี้มีพื้นที่ผิวของกระดูกมากกว่าของกระดูกเนื้อแน่นเป็นอย่างมาก จึงเป็นบริเวณที่มีการสลายและสะสมแร่ธาตุมากและไวที่สุด โดยกระดูกชนิดนี้จะอยู่ที่ชั้นในของกระดูก ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บเกลือแคลเซียม และจะได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุดเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหว
การเรียงตัวของกระดูกฟองน้ำจะอยู่ในแนวที่ป้องกันการผิดรูปหรือแตกหักโดยง่ายของกระดูกจากแรงภายนอก ไม่ว่าจากการลงน้ำหนัก หรือจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ดังนั้น ปริมาณ ขนาดและแนวของกระดูกชนิดนี้จะมากน้อยเพียงใดและอยู่ในแนวใด ขึ้นอยู่กับทิศทางและขนาดของแรงกระทำ
การเจริญเติบโตของกระดูกชนิดนี้จะเป็นการเพิ่มขนาดทางผิวนอก โดยชั้นของ osteoid (ซึ่งเป็น unmineralized matrix) ที่สร้างจากเซลล์สร้างกระดูก (osteoblast) คลุมอยู่ที่ผิวนอก ต่อมา osteoid จะถูกพอกพูนโดยแร่ธาตุ (mineralized) ทำให้ขนาดของกระดูกขยายออกไป บางครั้งจะพบเซลล์สลายกระดูก (osteoclast) เกาะที่ผิวของกระดูก โดยอยู่ในแอ่งที่เรียกว่า Howship’s lacunae


รูปที่ 2  แสดงการจัดเรียงตัวและโครงสร้างทางจุลภาคของกระดูกฟองน้ำ (คัดลอกจาก  CLINICAL SYMPOSIUM : CIBA-GEIGY: OSTEOPOROSIS  Pathophysiology and prevention…)

ดังนั้นพอสรุปได้ว่าทั้งกระดูกเนื้อแน่นและกระดูกฟองน้ำมีองค์ประกอบและโครงสร้างที่คล้ายกัน ต่างกันเพียงความหนาแน่นของเนื้อกระดูก  โดยกระดูกชนิดกระดูกเนื้อแน่นจะมีความหนาแน่นสูงกว่ากระดูกชนิดกระดูกฟองน้ำ พบว่าเนื้อกระดูกของกระดูกเนื้อแน่นจะมีความพรุนอยู่ประมาณร้อยละ 10 ขณะที่กระดูกฟองน้ำ จะมีความพรุนมากกว่าคือประมาณร้อยละ 50-90   ในขณะที่ความทนทานต่อแรงอัดของกระดูก (compression strength of bone) แปรผันโดยตรงกับความแน่นของกระดูกยกกำลังสอง ดังนั้น modulus of elasticity และ ultimate compressive strength ของกระดูกเนื้อแน่นจะสูงเป็นประมาณสิบเท่าของกระดูกฟองน้ำในปริมาตรเดียวกัน
ในกระดูกยาวพบว่า กระดูกเนื้อแน่นจะอยู่ที่ตำแหน่งลำกระดูก (diaphysis) โดยบริเวณนี้จะไม่มีกระดูกฟองน้ำ  ส่วนที่ตำแหน่งของ metaphysis ส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกฟองน้ำ
ในกระดูกอื่นๆ เช่น กระดูกข้อเท้า กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง  กะโหลกศีรษะ และกระดูกเชิงกราน ส่วนใหญ่ของกระดูกเหล่านี้จะประกอบไปด้วยกระดูกฟองน้ำ
ถึงแม้ว่า กระดูกเนื้อแน่นและกระดูกฟองน้ำ จะมีองค์ประกอบแบบเดียวกัน แต่มีการเรียงตัวและการ กระจายตัวที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของกระดูกส่วนนั้นๆ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
โครงสร้างของกระดูกฟองน้ำและกระดูกเนื้อแน่นจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยเช่น แรงที่กระทำ (load)  การไม่ได้เคลื่อนไหว  ฮอร์โมน และปัจจัยอื่นๆ
กระดูกฟองน้ำในปริมาตรเดียวกัน จะมีพื้นที่ผิวมากกว่ากระดูกเนื้อแน่นถึง 20 เท่า ด้วยเหตุนี้กระดูกฟองน้ำ จึงมี metabolic activity, การปรับแต่งกระดูก (remodeling) และการตอบสนองต่อแรงกระทำ ดีกว่ากระดูกเนื้อแน่น

Copyright © 2013. ฺBy Osteokku : กลุ่มศึกษาวิจัยโรคกระดูกพรุน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น  Rights Reserved.